สุนัขและแมวมีกรุ๊ปเลือดเหมือนคน หรือไม่

เมื่อเราเข้ารับการตรวจร่างกาย หรือบริจาคโลหิต สิ่งสำคัญประการแรกที่ต้องทราบคือ “หมู่โลหิต” หรือกรุ๊ปเลือดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบ ABO (A, B, O, AB) หรือระบบ Rh แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงของเราล่ะ “สุนัขและแมวมีกรุ๊ปเลือดเหมือนคน หรือไม่”

หากวันหนึ่งสัตว์เลี้ยงแสนรักเกิดเจ็บป่วยเฉียบพลัน ประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนสูญเสียเลือดในภาวะวิกฤต หรือจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ พวกเขาจะสามารถรับบริจาคโลหิตจากตัวอื่นได้ทันทีเหมือนมนุษย์หรือไม่? และสัตวแพทย์มีกระบวนการตรวจสอบระบบโลหิตของสัตว์เลี้ยงอย่างไร? ข้อมูลเหล่านี้ ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญ ที่คุณพ่อคุรแม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจ เพื่อเตรียมความพร้อม และช่วยชีวิตสัตว์เลี้ยงได้อย่างทันท่วงที

สุนัขและแมวมีกรุ๊ปเลือดเหมือนคน, กรุ๊ปเลือดสุนัข, กรุ๊ปเลือดแมว

สุนัขและแมวมีกรุ๊ปเลือดเหมือนคน หรือไม่?

คำตอบในทางสัตวแพทย์ คือ “ไม่เหมือนกัน” แม้ระบบไหลเวียนโลหิตของมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีหน้าที่ทางชีววิทยาพื้นฐานที่คล้ายคลึงกัน เช่น การลำเลียงออกซิเจน สารอาหาร แร่ธาตุ และการส่งต่อระบบภูมิคุ้มกันไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่โครงสร้างในระดับโมเลกุลมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ “แอนติเจน” (Antigen) หรือสารบ่งชี้หมู่เลือดที่เกาะอยู่บนผิวของเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งสามารถสรุปความแตกต่างได้ดังนี้

ระบบหมู่โลหิตของมนุษย์

ใช้ระบบจำแนกหลักที่เรียกว่า ABO System (แบ่งเป็นหมู่เลือด A, B, AB และ O) ควบคู่ไปกับระบบ Rh System (Rh Positive และ Rh Negative) เพื่อระบุความเข้ากันได้ของสารโปรตีนบนเม็ดเลือด

ระบบหมู่โลหิตของสัตว์เลี้ยง

สุนัขและแมวมีระบบจำแนกและชื่อเรียกเฉพาะที่เป็นมาตรฐานสากลแยกจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง โดยสุนัขจะใช้ระบบแอนติเจนที่เรียกว่า DEA (Dog Erythrocyte Antigen) ในขณะที่แมวจะใช้ระบบ AB System ซึ่งแม้จะใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษที่คล้ายกับมนุษย์ แต่โครงสร้างทางเคมี และคุณสมบัติของโปรตีนแอนติเจนนั้น เป็นคนละชนิดกันอย่างสิ้นเชิง

สุนัขและแมวมีกรุ๊ปเลือดเหมือนคน, กรุ๊ปเลือดสุนัข, กรุ๊ปเลือดแมว

ระบบกรุ๊ปเลือดของสุนัข (Dog Blood Types)

ระบบหมู่โลหิตของสุนัขมีความซับซ้อนกว่ามนุษย์ เนื่องจากสุนัข 1 ตัว มีแอนติเจนบนผิวเม็ดเลือดแดงผสมกันได้หลายรูปแบบ โดยมาตรฐานสากลทางการแพทย์จะใช้ระบบ DEA (Dog Erythrocyte Antigen) ซึ่งปัจจุบันค้นพบมากกว่า 12 รูปแบบ แต่กลุ่มที่มีความสำคัญทางคลินิก และสัตวแพทย์ ให้ความสำคัญที่สุดในการถ่ายโลหิต มีดังนี้

DEA 1.1 คือหัวใจสำคัญ

ในบรรดาแอนติเจนทั้งหมด DEA 1.1 เป็นตัวกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้เกิดการต้านทานได้มากที่สุด สัตวแพทย์จึงมักทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้นว่าสุนัขตัวนั้นเป็น DEA 1.1 Positive (บวก) หรือ DEA 1.1 Negative (ลบ)

DEA 1.1 Positive (ผู้รับสากล)

สุนัขกลุ่มนี้จัดเป็น “ผู้รับสากล” (Universal Recipient) เนื่องจากสามารถรับโลหิตจากสุนัขตัวอื่นได้เกือบทุกกรุ๊ป ไม่ว่าจะเป็นผลบวกหรือผลลบ

DEA 1.1 Negative (ผู้ให้สากล)

เม็ดเลือดแดงของสุนัขกลุ่มนี้จะไม่มีแอนติเจน DEA 1.1 จึงสามารถนำไปบริจาคให้แก่สุนัขตัวอื่นได้ปลอดภัยที่สุด (Universal Donor) แต่ในทางกลับกัน หากสุนัขกลุ่มนี้ต้องการโลหิต จะสามารถรับได้เฉพาะจากสุนัขที่เป็น DEA 1.1 Negative ด้วยกันเท่านั้น

ข้อควรระวังในการถ่ายโลหิตครั้งแรก

โดยธรรมชาติ สุนัขจะไม่มีแอนติบอดี (สารต้าน) ตามธรรมชาติต่อสาร DEA 1.1 มาตั้งแต่เกิด ทำให้การถ่ายโลหิตที่มีสาร DEA 1.1 ผิดกรุ๊ปใน ครั้งแรกของชีวิต อาจยังไม่แสดงปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงเฉียบพลัน แต่ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทันที ส่งผลให้การถ่ายโลหิตใน ครั้งที่สอง จำเป็นต้องส่งตรวจอย่างละเอียดและเข้มงวด เพราะหากได้รับเลือดผิดกรุ๊ปซ้ำ จะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

สุนัขและแมวมีกรุ๊ปเลือดเหมือนคน, กรุ๊ปเลือดสุนัข, กรุ๊ปเลือดแมว

ระบบกรุ๊ปเลือดของแมว (Cat Blood Types)

ระบบหมู่โลหิตของแมวจะเรียกว่า AB System แม้ชื่อจะคล้ายคลึงกับมนุษย์ แต่กฎเกณฑ์ทางการแพทย์ของแมวนั้นมีความเข้มงวดและอันตรายกว่ามาก เนื่องจาก “แมวมีแอนติบอดีตามธรรมชาติเข้มข้นมาตั้งแต่เกิด” การให้โลหิตผิดหมู่เพียงครั้งเดียว แม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ทันที โดยแบ่งออกเป็น 3 หมู่หลักดังนี้

หมู่เลือด A (พบมากที่สุด)

เป็นหมู่โลหิตที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลก (ประมาณ 70-90% ของประชากรแมว) โดยเฉพาะแมวบ้านทั่วไปและแมวไทยพันธุ์ทาง แมวกลุ่มนี้จะมีแอนติบอดีต่อต้านหมู่เลือด B ในระดับต่ำถึงปานกลาง

หมู่เลือด B (พบในแมวสายพันธุ์แท้)

มักพบในแมวสายพันธุ์บริสุทธิ์จากต่างประเทศ เช่น British Shorthair, Persian, Sphynx หรือ Scottish Fold สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ แมวหมู่เลือด B มีแอนติบอดีต่อต้านหมู่เลือด A รุนแรงมาก หากได้รับเม็ดเลือดแดงหมู่ A เข้าไปเพียงเล็กน้อย ร่างกายจะเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกตัวเฉียบพลัน (Hemolysis) ส่งผลให้เกิดอาการช็อก ไตวาย และเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว

หมู่เลือด AB (พบได้ยากที่สุด)

พบต่ำกว่า 1% ในประชากรแมวทั้งหมด เม็ดเลือดแดงจะมีทั้งแอนติเจน A และ B ทำให้สามารถรับโลหิตได้ทั้งจากหมู่ A และหมู่ B (ภายใต้การควบคุมของสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด) แต่ไม่สามารถนำโลหิตหมู่ AB นี้ไปบริจาคให้แก่แมวหมู่ A หรือหมู่ B ได้

สุนัขและแมวมีกรุ๊ปเลือดเหมือนคน, กรุ๊ปเลือดสุนัข, กรุ๊ปเลือดแมว

ข้อควรพิจารณา เมื่อสัตว์เลี้ยงจำเป็นต้อง “รับโลหิต”

เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตที่สัตว์เลี้ยงจำเป็นต้องได้รับโลหิตอย่างเร่งด่วน เช่น ภาวะโลหิตจางรุนแรงจากโรคพยาธิเม็ดเลือด การสูญเสียเลือดจากการถูกรถชน หรือภาวะตกเลือดจากเนื้องอก เจ้าของควรทำความเข้าใจกระบวนการรักษาดังต่อไปนี้

การทดสอบความเข้ากันได้ของเลือด (Crossmatching) เป็นสิ่งจำเป็น

ถึงแม้จะทราบหมู่โลหิตของทั้งผู้ให้และผู้รับว่าตรงกันแล้วก็ตาม สัตวแพทย์ยังคงต้องนำซีรัม และเม็ดเลือดแดง ของทั้งสองฝ่ายมาทดสอบปฏิกิริยากันในห้องปฏิบัติการก่อนเสมอ เพื่อตรวจหาแอนติเจนย่อยอื่น ๆ ที่อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ซึ่งเป็นการตรวจสอบขั้นสุดท้ายเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของสัตว์เลี้ยง

ภาวะขาดแคลนของธนาคารเลือดสัตว์เลี้ยง

ในประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกลางในการจัดหาโลหิตสัตว์เลี้ยง โรงพยาบาลสัตว์ขนาดใหญ่ หรือโรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่มีธนาคารโลหิต (Blood Bank) ของตนเอง ซึ่งปริมาณโลหิตมักไม่เพียงพอต่อความต้องการ บ่อยครั้งที่เจ้าของต้องจัดหา “สัตว์เลี้ยงอาสาสมัคร” มาบริจาคแบบเคสต่อเคส

ค่าใช้จ่ายในกระบวนการถ่ายโลหิต

การเตรียมและการถ่ายโลหิตสัตว์เลี้ยงมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องค่อนข้างสูง ตั้งแต่ค่าอุปกรณ์ถุงเก็บโลหิตเฉพาะทาง ค่าตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางกระแสเลือด ตลอดจนค่าบริการห้องปฏิบัติการ เจ้าของจึงควรเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ไว้ล่วงหน้า

คุณสมบัติของสุนัขและแมวที่สามารถบริจาคโลหิตได้

การคัดกรองสัตว์เลี้ยงที่จะมาบริจาคโลหิตต้องเป็นไปอย่างเข้มงวด เพื่อรับประกันความปลอดภัยของตัวสัตว์เลี้ยงผู้บริจาค (ไม่ให้ร่างกายทรุดโทรม) และความปลอดภัยของผู้รับ (ไม่ให้ได้รับโรคติดต่อเพิ่มเติม) โดยมีเกณฑ์มาตรฐานดังนี้

คุณสมบัติสำหรับสุนัขที่บริจาคเลือดได้:

น้ำหนักตัว

ต้องมีน้ำหนัก 17–20 กิโลกรัมขึ้นไป และต้องเป็นน้ำหนักจากโครงสร้างที่สมบูรณ์แข็งแรง (ไม่ใช่ภาวะโรคอ้วน) เพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตตกหลังการเจาะเลือด
ช่วงอายุ: อยู่ในช่วงอายุ 1–6 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่ และมีอัตราการสร้างเม็ดเลือดใหม่ได้ดี

ประวัติสุขภาพ

ได้รับวัคซีนรวมและวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าครบถ้วนเป็นประจำทุกปี ปราศจากโรคพยาธิหนอนหัวใจ และพยาธิในเม็ดเลือด (ที่มียุงและเห็บเป็นพาหะ)

คุณสมบัติสำหรับแมวที่บริจาคเลือดได้

น้ำหนักตัว

ต้องมีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 4.5 – 5 กิโลกรัมขึ้นไป ร่างกายสมบูรณ์ เพื่อความปลอดภัยและไม่เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางหลังบริจาค

ระบบการเลี้ยงดู

ต้องเลี้ยงในระบบปิด 100% เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และปรสิตภายนอกบ้าน

ผลตรวจโรคกลุ่มเสี่ยง

ต้องผ่านการตรวจและยืนยันผลว่า ไม่เป็น โรคไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่องในแมว (FIV/เอดส์แมว) และ โรคไวรัสลูคีเมียในแมว (FeLV) เนื่องจากเป็นโรคทางกระแสเลือดที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

สรุปเรื่อง สุนัขและแมวมีกรุ๊ปเลือดเหมือนคน หรือไม่

เรื่องของกรุ๊ปเลือดและการถ่ายโลหิตในสุนัขและแมวไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคุณพ่อคุษแม่ที่มีสัตว์เลี้ยง การทำความเข้าใจระบบโลหิตที่จำเพาะเจาะจงนี้ จะช่วยให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เช่น การหยดยาป้องกันเห็บหมัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันโรคพยาธิเม็ดเลือด

หากสัตว์เลี้ยงของคุณมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีอายุและน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน การพาพวกเขาไปร่วมบริจาคโลหิตตามโรงพยาบาลสัตว์ใหญ่ๆ ทุกๆ 3 – 4 เดือน ไม่เพียงแต่เป็นการส่งต่อชีวิตให้แก่สัตว์เลี้ยงตัวอื่นในยามวิกฤตเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นไขกระดูกของสัตว์เลี้ยงของเราให้สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ ๆ ส่งผลให้พวกเขามีระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงยิ่งขึ้นในระยะยาวอีกด้วย

บทความโดย

น้องลูกหมี

ข้อมูลอ้างอิง

TUFTS Proceeding 2005 – Canine and Feline Blood Types and Blood Compatibility Issues
MSD Manual (Veterinary Manual) – Blood Groups in Dogs and Cats
Cornell University – Canine & Feline Blood Typing
Pet Blood Bank – Feline blood typing
Frontier in Veterinary Science – Editorial: Blood Groups in Companion Animals


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ – PetgeneX ธนาคารสเต็มเซลล์ จากเลือดรายแรกของไทย